ภาพยนตร์ แม้ว่าจะเป็นสื่อเชิงมายา แต่แง่คิดจากผู้สร้างในความพยายามจรรโลงโลก สังคมและการใช้ชีวิตประจำวัน ย่อมนำเสนอความคิดให้แก่ผู้ชมไม่มากก็น้อย แนวคิดและทัศนคติที่ผ่านการสร้างสรรค์อันเอกอุของผู้สร้างภาพยนตร์ ได้มอบแสงสว่างทางปัญญา ซึ่งเป็นดั่งอิสรภาพทางจินตนาการของผู้ชมแต่ละคน พุทธปัญญาในภาพยนตร์ จึงเป็นผลกระทบที่ไม่เพียงเกิดขึ้นแก่สัมผัสแห่งการมองเห็น แต่ยังได้ส่งผลสะเทือนไปสู่จิตวิญญาณที่นำไปสู่การใคร่ครวญ
เทศกาลภาพยนตร์พุทธปัญญานานาชาติ กรุงเทพ 2555 เป็นการนำเสนอภาพยนตร์ที่มีแนวคิดทางพุทธปัญญาจากทั่วโลก โดยหวังว่าไทยในฐานะที่เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก จะเป็นเวทีในการส่งเสริมและถ่ายทอดแสงสว่างแห่งปัญญาผ่านสื่อภาพยนตร์ไปยังประชาคมโลกได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง
ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบ 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการศึกษาธรรมผ่านภาพยนตร์ พร้อมร่วมทำบุญเป็นธรรมทาน รายได้นำไปบริจาคกองทุนเพื่อโครงการธรรมวาที เพื่อส่งเสริมการเผยแผ่ธรรมะของพระสงฆ์ และจัดพิมพ์หนังสือพุทธศาสนาสำหรับห้องพักโรงแรมทั่วประเทศ 8,4000 เล่ม (ดังเช่นคัมภีร์ไบเบิล)

Opening Film/ภาพยนตร์เปิด
หนังพุทธเรื่องแรกของโลก The Light of Asia (Prem Sanyas) ชื่อไทย บรูพประทีป สร้างปี ค.ศ. 1925 ฉบับความยาว 110 นาที ผลงานของ Franz Osten, Himansu Rai (รอบกาล่า เฉพาะแขก VIP และสื่อมวลชน ที่โรงภาพยนตร์สกาล่า วันที่ 6 มิถุนายน)
นำเสนอภาพยนตร์ที่มีแนวคิดทางพุทธศาสนาที่หลากหลาย ทั้งภาพยนตร์เล่าเรื่อง สารคดี และเอนิเมชั่นจากทั่วโลกประมาณ 15 เรื่อง โปรแกรมนี้คัดสรรโดยหน่วยงานภาพยนตร์ทางพุทธศาสนาจากสหรัฐอเมริกา (Buddhist Film Foundation, Inc)

Carte Blanche: Three Leading Monks
นำเสนอภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดแนวความคิดทางพุทธศาสนา ผ่านการคัดสรรโดยพระชั้นนำของไทยสามรูป ได้แก่ ท่านชยสาโรภิกขุ, พระไพศาล วิสาโล และพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)
นำเสนอภาพยนตร์ที่เป็นส่วนผสมของภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวทางพุทธศาสนา และภาพยนตร์ที่กะเทาะให้เห็นถึงแก่นทางพุทธปัญญาผ่านชีวิตหรือเรื่องราวของคนธรรมดาสามัญชนทั่วไปจากภูมิภาคเอเชีย โดยมีทั้งผลงานสร้างของผู้กำกับชั้นครู และภาพยนตร์ที่ผลิตในอาเซียนที่หาชมได้ยาก
นำเสนอภาพยนตร์ไทยขนาดยาวและสั้น ที่มีแนวคิดทางพุทธศาสนา และผลงานภาพยนตร์สั้นที่สร้างขึ้นใหม่สำหรับงานนี้โดยเฉพาะ โดยผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นใหม่ อาทิ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล, อุรุพงศ์ รักษาสัตย์, ศิวโรจณ์ คงสกุล เป็นต้น

Youth Short Film Competition
การฉายภาพยนตร์สั้นผลงานของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการภาพยนตร์สั้น จำนวน 13 เรื่อง ขณะเดียวกันภาพยนตร์สั้นทั้ง 13 เรื่องจะได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อชิงชัยในรางวัลอันสำคัญมูลค่ากว่าแสนบาท ที่จะมีการมอบในวันสุดท้ายของเทศกาล
ภาพยนตร์เรื่องนี้ ดัดแปลงจากหนังสือของเอ็ดวิน อาร์โนลด์ ที่เขียนขึ้นในปี 1861 เรื่องราวเริ่มต้นจากภาพนักท่องเที่ยวในเมืองบอมเบย์ที่กำลังดูการแสดงข้างถนน ก่อนที่พวกเขาจะได้พบกับชายชราเคราขาวที่นั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ชายชราได้เล่าเรื่องของพระพุทธเจ้าให้นักท่องเที่ยวฟัง พระพุทธเจ้าหรือเจ้าชายสิตธัตถะเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา เจ้าชายสิทธัตถะต้องทอดทิ้งพระนางยโสธราซึ่งเป็นพระมเหสี และได้ออกเดินทางแสวงหาความเป็นจริงจนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ภาพยนตร์พุทธประวัติเรื่องนี้จบลงด้วยฉากที่พระนางยโสธราได้คุกเข่าต่อหน้าพระพุทธองค์ และพระพุทธองค์ได้ตรัสให้พระนางออกบวชเป็นภิกษุณี

เดอะ ไลท์ ออฟ เอเชีย อินเตอร์เนชั่นแนล ออร์เคสตรา อำนวยเพลง โดย อานันท์ นาคคง
ภาพยนตร์เรื่องบูรพประทีป หรือ The Light of Asia เป็นภาพยนตร์เงียบที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2468 กำกับโดย ฟรานทซ์ ออสเต็น และ ฮิมันซู ราย โดยได้ดัดแปลงมาจากหนังสือ The Light of Asia (2422) ของเอ็ดวิน อาร์โนลด์ ซึ่งเป็นหนังสือที่กล่าวถึงพระประวัติของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ซึ่งต่อมาจะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ มีความภูมิใจที่จะนำเสนอภาพยนตร์คลาสสิคเรื่องนี้พร้อมด้วยดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่แสดงสดโดยนักดนตรีจากสี่ชาติ ที่รวมตัวกันในนามของ เดอะ ไลท์ ออฟ เอเชีย อินเตอร์เนชั่นแนล ออร์เคสตรา ซึ่งเป็นการแสดงถึงแนวคิดพุทธปรัชญาที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งโลก และกำลังเติบโตงอกงามในฐานะของการเป็นประเพณีจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของโลก

วงกอไผ่ เป็นวงดนตรีที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอานันท์ นาคคง กอไผ่เป็นวงดนตรีไทยร่วมสมัยที่มีจุดเริ่มต้นในปี 2523 เมื่ออานันท์ได้ตั้งวงดนตรีนี้ขึ้นโดยรวบรวมเอานักดนตรีสมัครเล่นที่มีความสามารถมาร่วมงาน วงกอไผ่เริ่มเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในปี 2526 และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ชื่อของกอไผ่ ก็ยังคงได้รับความนิยมจากนักฟังเพลงอยู่เสมอจวบจนปัจจุบัน
วงกอไผ่นำเสนอแนวดนตรีที่หลากหลาย จากดนตรีไทย ไปยังดนตรีแนวผสมผสาน อาทิเช่น โฟลค์-ป็อป, ป็อปปูลาร์มิวสิค, ฟิวชั่นแจ๊ส, เอเชี่ยนมิกซ์ และดนตรีทดลอง ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี วงกอไผ่ได้ออกซีดีมาหลายชุด และได้จัดการแสดงคอนเสิร์ตมากมายหลายครั้งทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมถึงได้จัดการบรรยายประกอบการสาธิต และจัดเวิร์คช็อปเกี่ยวกับดนตรีไทยไปทั่วโลก
วงกอไผ่ได้เข้าไปทำดนตรีให้กับทั้งภาพยนตร์ไทย สารคดี กิจกรรมการแสดง ละครเวที เอ็กซ์เพอริเมนทัล แดนซ์ และพรีเซ็นเทชั่นตามงานเทศกาลต่าง ๆ วงกอไผ่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำดนตรีให้กับภาพยนตร์เรื่อง โหมโรง ซึ่งเป็นภาพยนตร์ไทยที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ในระดับนานาชาติและได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงรางวัลดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ วงกอไผ่ยังได้เข้าไปร่วมทำดนตรีให้กับภาพยนตร์อื่น ๆ อาทิ สุริโยไท เปิงมาง กลองผีหนังมนุษย์ และตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ชัชชล ไทยเขียว (ชัช) เป็นนักดนตรีไม่กี่คนของไทยที่มีความสามารถในการเล่นเครื่องดนตรีกู่ฉินได้อย่างหาตัวจับยาก เสียงเพลงอันอ่อนหวานและเก่าแก่ของกู่ฉินจะสะกดให้ผู้ฟังอยู่ในภวังค์และทำให้จิตใจเป็นสมาธิ กู่ฉินคือเสียงดนตรีดั้งเดิมโบราณของจีน ชัชชลจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง โดยเขาได้ศึกษาการเล่นกู่ฉินกับศาสตราจารย์หลี่ถิง ที่วิทยาลัยดนตรีกลางแห่งประเทศจีน
ชาติชาย ศิริอภิพัฒน์อมร หรือนายน้อย คือนักดนตรีที่สร้างผลงานดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสร้างสรรค์มากที่สุดคนหนึ่ง เขาใช้เทคนิคเฉพาะตัวในการเล่นอะคูสติคกีตาร์โดยการวางกีตาร์ที่หน้าตักและใช้การเคาะและจิ้มทำให้เกิดเสียงดนตรี เช่นเดียวกับการเล่นกีตาร์ด้วยท่าทางปกติ
อุสตาซ วาซี อาห์เม็ด ข่าน เริ่มฝึกเล่นกลองทาบล้าตอนอายุได้ 7 ขวบ เขาเริ่มออกแสดงเดี่ยวครั้งแรกทางสถานีวิทยุออล อินเดีย เมื่ออายุได้ 10 ขวบ เขาได้ออกแสดงทั่วโลก ทั้งที่อเมริกาเหนือ ยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออก เขามีความสนใจมากในดนตรีแจ๊ส และได้คิดค้นการแสดงดนตรีลูกผสมที่เรียกว่า "อูพาจ" ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา วาซีมีโอกาสได้ไปแสดงดนตรีกับศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างอุสตาซ ราอิส ข่าน ซาฮับ, นิร์มาลา เดวี, โชบา กูร์ตู, อุสตาซ ชาฮิด ปาร์เวซ, ดร. มุสตาฟา ราซา (วิจิตรา วีณา วาดัค) นักเต้นกาธัคที่มีชื่อเสียงอย่างปัทมาชรี ศรีธารา เทวี ,วีรู กฤษณา, ซันโตซ มหาราช และเคกา สิงหะ วาซีได้แสดงกับนักร้องกาซัลที่มีชื่อเสี่ยงระดับโลกอย่างปีนาซ มาซานี, กูลาม อาลี, ทาลัต อาซิส, ฮาริฮารัน, จันดันดาส, ภูพินเดอร์ และ มิตาลี ซิงห์ เป็นต้น เขาเป็นสมาชิกของซีเน มิวสิค แอสโซซิเอชั่นที่มุมไบ เขาได้เล่นดนตรีกับมิวสิค ไดเร็คเตอร์อย่างคัยยัม, ลักษมีขันต์ ปีเรลาล, อานุ มาลิก, อนันด์ มิลินด์ และ เอ อาร์ ราห์มาน ซึ่งเป็นผู้ที่เคยได้รับรางวัลออสการ์


แรนดอล์ฟ อาร์ริโอลา เป็นนักร้อง นักแต่งเพลงชาวสิงคโปร์ที่มีความเชี่ยวชาญในวิธีการเล่นดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีความคิดสร้างสรรค์ เขาเรียกการแสดงดนตรีของเขาว่า ไลฟ์ ลูปปิ้ง ซึ่งจะไม่มีการใช้เสียงดนตรีที่ได้บันทึกเอาไว้ก่อน โดยเสียงทั้งหมดจะถูกทำขึ้นจริงในเวลานั้นด้วยเสียงมนุษย์หรือเสียงกีตาร์ ที่จะสอดประสานและเรียบเรียงออกมาเป็นบทเพลงที่มีการอิมโพรไวส์ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาได้พัฒนาความสามารถทางดนตรีและได้รับการยกย่องในฐานะนักกีตาร์ที่มากความสามารถและมีหัวคิดสร้างสรรค์ เขาได้นำเอาขีดความสามารถของเขาในการใช้เครื่องดนตรี รวมทั้งความรู้ในเรื่องเสียงประสาน การสังเคราะห์เสียง การวิศวกรรมเสียง และความกล้าในการสร้างสรรค์ของเขามาใช้ พร้อมด้วยความกระตือรือร้น และโสตประสาทการรับฟังที่ดี เสียงดนตรีของเขาสร้างความประทับใจให้กับผู้ฟังไม่ว่าจะในวัยใดก็ตาม
แกรี่ ฮอลล์ เข้ามาพำนักในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2547 เขาเริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 11 ขวบ และได้ศึกษาทางด้านแจ๊ส อิมโพรไวเซชั่น จากโรงเรียนดนตรีเบิร์กลี ที่เมืองบอสตัน ทั้งยังได้เรียนดนตรีแบบตัวต่อตัวกับชาร์ลี บานาโคส ฮอลล์เป็นที่รู้จักจากงานทางด้านเทคโนโลยีดนตรี งานที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดของเขา คืองานที่เขาทำให้กับบริษัท Lexicon ซึ่งเขาเป็นคนแรกๆที่ออกแบบอุปกรณ์ดิจิตอลสำหรับใช้ในการสร้างเสียงดนตรีด้วยการไลฟ์ ลูปปิ้ง ปัจจุบัน เขาเป็นผู้สร้างและแสดงดนตรีให้กับกิจกรรมโสตะ สติ ซึ่งเป็นการแสดงเพลงบรรเลงเพื่อการปฏิบัติสมาธิ ที่จัดโดยหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ